Design a site like this with WordPress.com
Get started

โจ๊ะมาโลลือหล่า : เดินล่องลำน้ำขาน การศึกษาที่กว้างขวางและเป็นอิสระที่สุด


ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไม้ป่าเต็งรังภาคเหนือเริ่มผลัดใบทิ้งตัวลง ป่าออบขานเกือบทั้งผืนเปล่งประกายสีเหลืองทอง ลมฤดูแล้งกับดอกคูนที่ผลิดอกเชิดฉายสีเหลืองสดใส เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเริ่มต้นฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เราได้รับข้อความจากครูนิด (อรพินท์ กุศลรุ่งรัตน์ ) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนโจ๊ะมาโลลือหล่า การศึกษาทางเลือกที่นอกจากจะสอนให้เด็กพึ่งพาตัวเองเป็นแล้ว ก็มีการนำวิถีชีวิตปกาเกอะญอที่มีความเป็นเอกลักษณ์และอยู่กับธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาสอนนักเรียนด้วย ที่โรงเรียนจะจัดทริปเดินเลียบเลาะน้ำแม่ขานที่ไหลมาจากหมู่บ้านลงมาถึงอุทยานแห่งชาติออบขาน ระยะเวลา 4 คืน 5 วัน เพื่อเรียนรู้วิธีการเอาชีวิตรอดในป่า ระบบนิเวศไม่ว่าจะเป็นการกำเนิดของสายน้ำและลำธาร ชนิดป่าและพันธุ์พืชบริเวณรอบๆ ซึ่งตอนนั้นเราโหยหาการเดินป่ามากๆ บวกกับยุ่งๆเรื่องเรียนที่คณะ พอได้โอกาสเหมาะๆนี้เราเลยไม่รอช้าที่จะขอร่วมทริปกับครูนิด แล้วออกเดินทางมาเชียงใหม่ทันที

หมู่บ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

Fuji Film color 200
บ้านหนอลิอายามเช้า
Fuji Color 200
ครูนิดกำลังทำสมุดผ้าทอทำมือที่บ้านหนอลิอา
Fuji Color 200

ถึงหมู่บ้านก็จวนจะหัวค่ำแล้ว เก่งกับชาตินักเรียนที่นี้พาเรากับเพื่อนร่วมทริปคนอื่นๆไปอาบน้ำที่น้ำตกใกล้หมู่บ้าน น้ำใสและเย็นมาก เราเอนกายพิงกับโขดหิน ทอดตัวเองลงกับลำธาร เงยมองกิ่งก้านของไม้ป่าแผ่ขยายเป็นทอดต่อๆกัน เสียงน้ำที่ไหลจากต้นไม้ กัดเซาะโขดหินเป็นรูปกลมมนบ้าง แหลมบ้างตามธรรมชาติ เป็นเสียง natures sounds meditation ที่สมจริงกว่าตอนเราเปิดฟังจาก YouTube ที่กรุงเทพมาก เพราะตอนนี้มีสายน้ำค่อยๆไหลผ่านตัวเราจริงๆ เล่นน้ำจนเพลินลืมดูเวลา ฟ้าจะมืดแล้ว เราเลยชวนเพื่อนกลับเข้าหมู่บ้าน พากันเดินดุ่มๆหลงไปที่ทุ่งนาของชาวบ้านจนเก่งเดินมาตามเจอ น้องแซวว่านึกว่าหลงป่าไปซะแล้ว

เก่งที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดกล้องถ่ายรูป

คืนแรกที่บ้านหนออิลา บ้านหนออิลาถักผ้าทอทำมือและทำเกษตรอินทรีย์แบบหมุนเวียนใกล้หมู่บ้าน เมื่อถึงฤดูฝนก็จะทำนาและเก็บข้าวบางส่วนไว้กินสำหรับทั้งปี ลูกสาวแกชื่อว่าพี่ลิดากับหนอเสอ ทักผ้าทอย้อมสีจากธรรมชาติ มะขามบ้าง เปลือกไม้บาง สวยมาก เป็นชุดแต่งกายของปกาเกอะญอ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น หลังจากเคลียร์ข้าวของสัมภาระนัดหมายการเดินทางวันพรุ่งนี้แล้วเสร็จ เราพากันเข้านอนแต่ 3 ทุ่มออมแรงสำหรับการเดินป่าใน 3 วันที่เหลือ

หนอเสอและพี่ลิดาขณะกำลังดูต้นกล้าและชาติฝึกศิลปะการต่อสู้
Fuji color 200

แสงแดดอ่อนๆยามเช้าโผล่มาทักทายก่อน 8 โมง การเดินวันแรกก็เริ่มขึ้น อาจารย์น้อม จากมหาวิทยาลัย มศว. ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรสอนในครั้งนี้ อาจารย์แข็งแรงมาก นอกจากที่ว่าการเดินเพียงลำพังจะเหนื่อยแล้ว ตลอดทางจนถึงที่พักอาจารย์ยังอธิบายเรื่องราวของธรรมชาติ ไม่ว่าจะ ดิน หิน น้ำ ท้องฟ้า สายลม ต้นไม้ ไหลไปจนถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก็มีต้นกำเนิดที่สอดคล้องกันไปหมด ที่ทึ่งมากขึ้นไปอีกก็คือ อาจารย์เล่าราวกับเป็นเรื่องสั้นแสนง่ายดายดั่งนิทานเล่มบางเล่มหนึ่งที่เราฟังยังเพลิน ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีโต๊ะและเก้าอี้ ลำน้ำแม่ขานและต้นไม้ใหญ่ตรงนี้คือตำราและห้องเรียนของเรา

แวะพักระหว่างทาง

เราแวะพักที่ใกล้ลำธารที่มีขอนไม้ใหญ่นอนขนานกับลำธาร ขณะเดียวกันอาจารย์น้อมก็เล่าตำนานการเกิดขึ้นของตาน้ำ และลำธาร จากฝนที่ตกลงสู่ภูเขาไหลซึมตามใบและกิ่งก้านหยั่งไปในรากไม้ ก่อเกิดเป็นตาน้ำเล็กๆไหลรวมตัวเป็นสายน้ำ ครูนิดให้นักเรียนวางก้อนหินเป็นรูปปลา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สอดแทรกแนวคิดทางปรัชญา

เราพักกินข้าวเที่ยงที่ลำธาร ท้องร้องหิวตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่อยู่กลางหัว ได้เวลาของข้าวห่อใบตองที่เตรียมมาจากบ้านหนออิลา พ่อบุญกล่าวว่า หากจะพักแรมในป่าให้พักในที่ๆมีลำธารไหลผ่าน จะเป็นที่ๆเหมาะสมที่สุด ในจุดที่เราพักเป็นป่าดิบแล้งที่ใกล้กับน้ำ มีความชุ่มชื่นมาก รากต้นไม้ป่าแสนใหญ่หยั่งรากลึกไปตามลำธาร อาจารย์น้อมให้เราเดินไปฟังเสียงของต้นไม้พร้อมโอบกอดต้นไม้ไปด้วย เราตั้งใจฟังอยู่นานกว่าจะได้ยิน ต้องอยู่ในสภาวะที่เงียบสงบนิ่งสงัดมาก กว่าจะได้ยินเสียงการลำเลียงภายในของต้นไม้


นักสืบสายน้ำ : ตามรอยตัวอ่อนแมลงน้ำบ่งบอกคุณภาพ

อาจารย์น้อมและน้องๆขณะส่องแมลงน้ำตัวจิ๋ว

นักสืบสายน้ำเป็นกิจกรรมที่น้องชาติ ( สุรชาติ สมณา ) นักเรียนชั้นม.6 ของที่นี้เป็นเฮดนำ น้องปลุกพวกเราตั้งแต่ 7 โมง เพื่อมาส่องดูเจ้าตัวอ่อนแมลงน้ำจิ๋วตามลำน้ำขานที่เราพักแรม บริเวณนี้เราพบแมลงน้ำจำพวก

  • ตัวอ่อนชีปะขาว
  • แมลงช้างก้ามโต
  • แมลงเกาะหินจักกะแร้ฟู
  • ตัวอ่อนแมงปอและตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกนน้ำ

ชึ่งแมลงสัตว์น้ำเหล่านี้เป็นตัวดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำที่ดีและมีความสะอาดมากๆ เราชอบกิจกรรมนี้มาก เพราะได้รู้ว่าในน้ำก็มีสิ่งชีวิตเล็กๆที่เราแทบจะมองไม่เห็นอาศัยอยู่

ล่าแต่พอกิน

เก่งกับความอุตสาหะในการหาปลา

เราเห็นเก่งแบกแหลมแทงป่ากับหน้ากากกันน้ำมาตั้งแต่ในเมือง ตอนแรกก็เอ๊ะใจไม่คิดว่าลำธารสายเล็กๆจะมีปลาให้ล่ากินได้ด้วย แต่พอถึงที่พักแรม ไม่พูดพร่ำทำเพลง เก่งเตรียมอุปกรณ์ เปลี่ยนชุด กระโดดลงน้ำส่องปลาอย่างชำนาญ เราก็ได้แต่นั่งดู หัวเราะบ้างกับท่าทีของเก่งที่ผุดขึ้นผุดลงจากน้ำ ลงไปดำอยู่ประเดี๋ยวเดียวเก่งก็ยิงปลาขึ้นมาได้หลายตัว น้องบอกว่า ปีนี้ปลาน้อยลงมา ปีก่อนๆตัวใหญ่กว่านี้อีก เป็นความจริงที่ว่า การดำรงชีวิตในป่าในวิถีเดิมของปกาเกอะญอ การล่าเพื่อกินอยู่ เป็นเรื่องปกติมาก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้หมู่บ้านสบลานก็มีจุดที่ห้ามล่าปลาอย่างเด็ดขาด รวมถึงการทำให้สายน้ำต้องมลพิษด้วย ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ที่จะทำให้คนรักษาสายน้ำ

“ อ๊อดที บะเก่อ ตอนที อ๊อะก่อ บะเก่อ ตอนต่อ ”

กินน้ำต้องรักษาน้ำ ใช้ธรรมชาติต้องรักษาธรรมชาติ

สุภาษิตโบราณของชาวปกาเกอะญอ

บ่อทรายกรองน้ำ ( ฉบับพ่อบุญ )

พ่อบุญ – หมู่บ้านสบลาน
บ่อทรายกรองน้ำสะอาด – ภูมิปัญญาชาวบ้าน ( Local Wisdom)

ในทุกๆจุดการพักแรก เรามักจะสังเกตเห็นพ่อบุญขุดบ่อทรายทิ้งไว้เสมอ จนพอได้ถามจึงคลายข้อสงสัย พ่อบุญบอกว่า “ใครขุดบ่อทรายจะได้อานิสงส์เพราะช่วยให้คนอื่นได้กินน้ำสะอาด” พลางอมยิ้มเล็กๆ ที่ต้องขุดก็เพื่อให้กรองน้ำจากลำธารเข้าไปในบ่อทราย ใ่นช่วงแรกบ่อจะขุ่นมากๆเพราะน้ำพึ่งเข้า หากปล่อยทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยๆตักน้ำขุ่นออกไปเรื่อยๆ บ่อทรายจะเหลือแต่น้ำใสที่พอจะดื่มแทนน้ำเปล่าได้ ส่วนใครยังกังวลเรื่องความสะอาด ก็สามารถเอาใส่กระบอกไม้ไผ่เอาต้มกับกองไฟฆ่าเชื้อได้ ส่วนเราตอนนั้นหิวน้ำจัดมาก เพราะเดินเสียเหงื่อมาทั้งวัน เลยตักดื่มซดไปหมดแก้ว เย็นชื่นใจจริงแม่น้ำขาน

“การศึกษาต้องทำให้คนรู้จักใช้ทั้งน้ำบ่อน้ำและน้ำบ่อหลัง เราต้องรู้เท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมรากเหง้าและภูมิปัญญาว่า ตัวเรามาจากไหน”

– พะตี๋จอนิ ปราชญ์ชาวปากาเกอะญอ
ล้อมกองไฟแลกเปลี่ยนบทสนทนา

ในค่ำคืนสุดท้ายเราล้อมวงทำอาหารรอบกองไฟกัน เป็นเวลา 4 วันในป่าที่เรารู้สึกอบอุ่น เปี่ยมสุขอย่างบอกไม่ถูก และก็พึ่งมารู้ว่ายังมีคำว่า ‘เรียน’ ที่มีความสนุกมากๆซ้อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จริงๆพอย้อนมองปัจจุบันที่ความรุดหน้าของโลกสมัยใหม่บริบทของมันกวดขันให้ผู้เรียนต้องมีความเป็นเลิศไปซะทุกทาง ต้องเก่งไปเสียหมด เก่งเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ ฉลาดเท่านั้นถึงจะมีจุดยืนในสังคม แท้จริงแล้วมันเหนื่อยมากหากเราลืมตัว พยายามไปในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน เราเคยอยู่ในบริบทแบบนั้นสมัยตอนอยู่โรงเรียน จนบางครั้งเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไม่เก่งบ้างได้ไหม เราผิดพลาดบกพร่องได้บ้างหรือเปล่า และที่อยากรู้ไปมากกว่าคือ เราเรียนไปทำไม ? เรามารู้ว่าแก่นสารและสาระสำคัญของการเรียนที่แท้ เป็นอะไรที่สนุกมาก ก็พึ่งตอนเข้ามหาวิทยาลัย การอ่านเพื่อรู้ การสนทนาเพื่อหยั่งถูกหยั่งผิดนั้นสนุกสุดๆ การเดินทางไปเรื่อยๆ พบปะผู้คน ทำให้เรารู้มากกว่าเดิมอีกว่าจริงๆแล้วเราไม่รู้อะไรเลย แล้วก็ต้องเรียนรู้ต่อๆไปได้อีก พอมาเปลี่ยนแนวคิดแบบนี้ต่อการเรียนก็จึงรู้ว่าทำไมเขาถึงบอกว่า การเรียนมันสนุก การเข้าป่าเรียนในห้องเรียนที่ใหญ่และกว้างขวางที่สุดอย่างป่าผืนนี้

ก็ทำให้เราตระหนักได้ไม่น้อยว่า ทักษะการใช้ชีวิตพื้นฐานสำคัญมากต่อการดำรงชีวิต เราเผลอท่องโครงสร้างทางพันธะเคมีได้อย่างแม่นยำ แต่กลับลืมว่าควรก่อกองไฟทำอาหารอย่างไร เข้าป่าผักสมุนไพรอะไรสามารถกินรักษาอาการป่วยได้ ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่อยู่ที่นี้ อยู่กับเราตอนนี้ ที่เราต้องใช้งานจริงๆ

การมาเดินป่ากับโจ๊ะมาโลลือหล่าคือที่สุดของการเปิดโลกทัศน์ เราได้เพื่อนใหม่กลับไปหลายคนเลย รวมถึงน้องๆที่ได้รู้กันตอนร่วมทริปด้วย ถือเป็นอีกช่วงเวลาดีๆของชีวิตที่เกิดขึ้นกับเราที่นี้ ที่หมู่บ้านปกาเกอะญอ สบลานและโรงเรียนวิถีชีวิตโจ๊ะมาโลลือหล่า

“ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของเรา

เราเติบโตจากเมล็ดพันธุ์ จากผืนดิน

เราจึงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด”

กฤษณามูรติ
Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: